วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

415 ตอนที่1สุนทรียภาพ

สุนทรียภาพ
...................................................................................................................................................................
             
                      แบบทดสอบก่อนเรียน เรื่องภาษาท่าและนาฏยศัพท์ 
 ชื่อ................ ......................นามสกุล ......................เลขที่.........................กลุ่มที่..............ชั้น...................
ผู้ปกครองลงชื่อรับทราบการทำงาน....................................................................................................................................
 
   ตอนที่1    จงเลือกข้อความที่ถูกต้องที่สุดแล้วทำเครื่องหมาย / ลงในช่องที่กำหนด
โดยให้บันทึกหรือcopyคำถามลงสมุดทั้ง 30 ข้อ

1.มือซ้ายแตะหน้าผาก ก้มหน้า มือขวาจีบแนบอยู่ที่ชายพก  สะดุ้งตัวเหมือนสะอื้น

                            (    )   อย่า               (      )   ร้องไห้
2.ฝ่ามือถูข้างแก้มแล้วกระชากลง 
                            (    )   ขัดใจ             (      )   เศร้า
3.มือทั้งสองซ้อนทับกันระดับหน้าอก
                            (    )   รัก                   (      )   เจ็บใจ
4.มือตั้งวงระดับหน้าอกสั่นปลายนิ้ว  แล้วส่ายหน้าเล็กน้อย
                            (    )   ออกไป            (      )  ปฏิเสธ
5.ม้วนมือจีบออกไปตั้งวง
                            (    )   อย่า                 (      )   ออกไป
6.เซตัวก้มหน้าประสานลำแขนส่วนล่าง  ทิ้งมือลงระดับต้นขา
                             (    )   ดีใจ                (      )   เศร้า
7. มือหนึ่่งตั้งวงหน้าระดับปาก อีกมือหนึ่งแบหงายงอข้อศอก
                            (    )   สวยงาม            (      )  มากมาย
8. มือซ้ายจีบคว่ำระดับปาก
                   (    )  ยิ้ม                      (      )   หัวเราะ
9. ปาดมือซ้ายกรีดจีบเข้าหาหน้าอก
                             (    )  ฉัน                      (      )   ดีใจ
10. มือหนึ่งตั้งวง อีกมือหนึ่งวางแนบไว้บนหน้าขา
                             (    )  ยิ่งใหญ่                (      )   กล้าหาญ
11. กิริยาใดเรียกว่าจีบคว่ำ
                              (    )  ส่งจีบไปหลังให้ตึง      (      )  ปลายนิ้วกรีดจีบชี้ลงล่าง
12. จีบหงายตรงกับกิริยาใด
                              (    )  มือจีบกรีดหงายชี้ขึ้นด้านบน  (      )  กรีดจีบชี้เข้าหาแง่ศีรษะ
13.มือทั้งสองตั้งระดับต่ำกว่าไหล่เล็กน้อย
                              (    )  วงล่าง                         (      )  วงกลาง
14.มือตั้งวงที่่ตัวพระอยู่ระดับแง่ศรีษะและตัวนางอยู่ระดับหางคิ้ว
                              (    )  วงบน                           (      )  วงบัวบาน
15.วงที่ตั้งไว้ระดับชายพกเรียกว่าวงชนิดใด
                              (    )   วงพิเศษ                      (      ) วงล่าง
16.วงที่่ตั้งอยู่ระดับปากหมายถึงวงชนิดใด
                              (    )   วงหน้า                         (      )  วงบน
17.กิริยาเท้าที่ก้าวเท้าไปข้าง  ตัวพระกันเข่า ตัวนางหลบเข่าหมายถึงกิริยาใด
                              (    )  ก้าวข้าง                         (      )  ก้าวหน้า
18.กิริยาที่ถีบเข่าไปด้านหลัง ย่อตัวลงปลายเท้าชี้ลงที่พื้นคือกิริยาใด
                              (     )  ถีบเข่า                          (      )  กระดกหลัง
19.การใช้จมูกเท้าจรดกับพื้นเปิดส้นเท้ายกขึ้นหมายถึงอะไร
                               (     )  จรดเท้า                         (     )  กระทุ้งเท้า
20. กิริยาที่ใช้ส้นเท้าวางกับพื้นแล้วยกปลายเท้าขึ้นคือกิริยาใด
                               (     )  วางส้นเท้า                     (      )   จรดส้นเท้า


ตอนที่2   จงทำเครื่องหมาย / หน้าข้อความที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว
21. คำว่า” รักษา”ควรทำกิริยามืออย่างไร
      ก.มือทั้งสองจีบคว่ำไขว้ไว้ระดับหน้าท้อง     ข. มือทั้งสองกำแล้วไขว้ไว้ระดับหน้าท้อง
      ค. มือทั้งสองกำแล้วชูมือขึ้นสูง                    ง. มือทั้งสองจีบคว่ำแล้วกวาดออกข้าง
22.ถ้ากล่าวถึงชาติไทยควรทำกิริยาใด
      ก. มือหนึ่งช้อนยกขึ้นสูง                               ข. มือทั้งสองช้อนยกขึ้นสูง
      ค. มือทั้งสองประสานไว้ที่หน้าอก                  ง. สับมือสูง  1 ครั้ง
23. ตระกูลเธอช่างสูงส่ง  "สูงส่ง" ควรทำกิริยามืออย่างไร
      ก.มือทั้งสองตั้งวงบน                                   ข. มือทั้งสองช้อนยกขึ้นสูง
      ค.มือทั้งสองกวาดออกไปข้างตัว                    ง. มือทั้งสองจีบหงายแล้วคลายออก
24. กิริยาที่กำมือหลวมๆโขยกเท้าเร็วๆหมายถึงกิริยาสัตว์ชนิดใด
      ก. สิงโต               ข. แมว        ค. ม้า              ง. วัววิ่ง
25. "มั่นใจ" ควรใช้ภาษาท่าอย่างไร
      ก.ประกบมือทั้งสองเข้าหากัน                         ข. มือทั้งสองถูไปมาที่หน้าอก
      ค. มือทั้งสองทาบไว้ที่แก้ม                              ง. มือทั้งสองประสานไขว้ไว้ที่หน้าอก
26.ท่าใดที่แสดงท่าทางชั่วร้าย
      ก.จีบคว่ำทั้งสองมือแล้วคลายมือเป็นแบหงาย   ข. ปิดหน้า
      ค. ตวัดนิ้วชี้เร็วๆ                                            ง. สับมือสูง 1 ครั้ง
27. กล่าวถึงสิ่งที่ควรเคารพ เทิดทูน บูชา ควรทำท่าทางอย่างไร
      ก.จีบล่อแก้ววงบัวบาน                                     ข. ไหว้แบบใดก็ได้
      ค. สับมือสูงมือใดก็ได้                                      ค. มือทั้งสองประสานซ้อนทับที่หน้าอก
28.กิริยาที่ใช้มือทั้งสองยกขึ้นสูงแล้วสลับกับลากมือขึ้นลง พร้อมกับยุบยืดตัวขึ้นลง
     หมายถึงกิริยาสัตว์ชนิดใด
      ก. กบ              ข. กระต่ายกระโดด   ค. นกบิน      ง. ไก่ตีปีก
29. มือหนึ่งยื่นไปข้างหน้าอีกมือหนึ่งยื่นไปข้างหลังแล้วส่ายมือไปมาตามจังหวะ
      หมายถึงกิริยาของสัตว์ชนิดใด
     ก. ช้าง              ค. งูเลื้อย                   ค. ปลา        ง. ลิง
30.กิริยามือหนึ่งจีบคว่ำไว้ระดับปากหมายถึงท่าทางแบบใด
     ก. หัวเราะ         ข.ดมกลิ่น                 ง.พูดเบาๆ     ง.ยิ้ม
.....................................................................................................................................................
                     เพลงอยากเป็นอะไรดี
    ( ทำนองเพลงไทยเดิมชื่อเพลงเทพทอง)


 (เสียงสูง)  อยากเป็นกบ ฮ้าไฮ้ ร้องอ๊อบ อ๊อบ ในกอหญ้า
อยากเป็นปลาพ่นน้ำ ดำผุด...ว่าย..
 ( เสียงสูง )อยากเป็นเป็ด ฮ้าไฮ้ ว่ายน้ำตามสบาย
อยากเป็นกระต่ายโลดเต้นเล่นแสง...จันทร์..
  ( เสียงสูง )อยากเป็นนก ฮ้าไฮ้ น้อยๆเหิรลอยฟ้า
อยากเป็นม้าโลดไล่ในไพร...สัณฑ์..
   (เสียงสูง ) อยากเป็นไก่ ฮ้าไฮ้ ขันจ้าท้าตะว้น

อยากเป็นเด็กคนขยันดีกว่า...เอย..


.....................................................................................................................................................'                                            
                                     นาฏยศัพท์เบื้องต้น

นาฏยศัพท์  เป็นศัพท์ที่ใช้เฉพาะในวงการนาฏศิลป์    เป็นศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกท่าทางที่ปฏิบัติ หรือกิริยาอาการต่างๆ  ที่ปฏิบัติเกี่ยวกับนาฏศิลป์   นาฏยศัพท์แบ่งออกเป็น  3  หมวด  คือ   หมวดนามศัพท์   หมวดกิริยาศัพท์  หมวดนาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด  ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะ วง และ จีบ ซึ่งเป็น หมวดนามศัพท์ ที่ใช้ในการรำวงเมดเลย์
 วง   คือ  การตั้งมือโดยให้นิ้วทั้ง 4 เรียงชิดกัน     กระดกข้อมือขึ้นหักนิ้วหัวแม่มือเข้าหาฝ่ามือทอดแขนให้โค้งพองาม  อาจตั้งวงพร้อมกันทั้ง 2 มือ หรือมือเดียวก็ได้   วง มี 4 ชนิดดังนี้
                          1  วงบน   ตัวพระอยู่ระดับแง่ศีรษะ  ตัวนางอยู่ระดับหางคิ้ว  ทอดลำแขนให้โค้งได้รูปจากระดับไหล่ไปข้างๆ  ให้ลำแขนส่วนบนลาดจากไหล่เล็กน้อย            
                           2  วงกลาง   คือส่วนโค้งของลำแขนอยู่ระหว่างวงบนกับวงล่าง  ให้ศอกอยู่ระดับเอว  ทอดแขนให้ปลายนิ้วอยู่ระดับไหล่
                           3  วงล่าง  คือส่วนโค้งของลำแขนที่ทอดโค้งลงเบื้องล่างปลายนิ้วอยู่ระดับหน้าท้อง  หรือระดับหัวเข็มขัด  ตัวพระให้ส่วนโค้งของลำแขนห่างออกจากลำตัวมากกว่าตัวนาง
                          4  วงหน้า คือส่วนโค้งของลำแขนที่โค้งอยู่ข้างหน้า  โดยตัวพระปลายนิ้วมือ อยู่ระดับข้างแก้ม ข้างเดียวกับวง  ส่วนตัวนางปลายนิ้วจะอยู่ตรงระดับปาก 

     จีบ  คือ  การกรีดนิ้ว  โดยเอานิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือจรดกัน ให้ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดข้อแรกของปลายนิ้วชี้ ให้ตึงนิ้ว  นิ้วกลาง  นาง  ก้อย  กรีดห่างกัน  หักข้อมือไปทางฝ่ามือ        จีบมี 5 ลักษณะดังนี้
                     1.จีบหงาย  คือการจีบแล้วหงายฝ่ามือขึ้นปลายนิ้วชี้ ชี้ขึ้นข้างบน   ถ้าอยู่  หน้าท้องเรียกว่าจีบหงายชายพก

                2   จีบคว่ำ   คือการจีบแล้วคว่ำฝ่ามือลง ปลายนิ้วชี้ ชี้ลงล่าง  หักข้อมือเข้าหาลำแขน

                        3  จีบหลัง  คือ  การจีบส่งลำแขนไปข้างหลังโดยตึงแขนให้มาก  แล้วพลิกข้อมือ  และปลายนิ้วชี้ขึ้น  แขนจะต้องตึง  พร้อมกับส่งแขนไปข้างหลังให้สูง

                        4  จีบปรกหน้า  คือ  การจีบที่คล้ายกับจีบหงาย   แต่หันจีบเข้าหาลำตัวด้านหน้า   ทั้งแขนและมือชูอยู่ด้านหน้า   ตั้งลำแขนขึ้น  ทำมุมที่ข้อพับตรงศอก  หันจีบเข้าหาหน้าผาก

                        5  จีบปรกข้าง  คือ การจีบที่คล้ายกับจีบปรกหน้า   แต่หันจีบเข้าหาแง่ศีรษะลำแขน อยู่ข้างๆระดับเดียวกับวงบน

                               จีบล่อแก้ว   ลักษณะท่าทางคล้ายจีบมือ ใช้นิ้วกลางกดข้อที่  1  ของนิ้วหัวแม่มือหักปลายนิ้วหัวแม่มือคล้ายวงแหวน   นิ้วที่เหลือเหยียดตึง  หักข้อมือเข้าหาลำแขน
                                      ..........................................................  




























...........................................................................................................


องค์ประกอบของนาฏศิลป์ไทย
      นาฏศิลป์ สามารถดัดแปลงท่าทางธรรมชาติให้เป็นศิลปะงดงามร่ายรำให้เข้ากับทำนองการขับร้องและดนตรี  แสดงออกทางอารมณ์ด้วยลีลาอันอ่อนช้อย  เน้นการเคลื่อนไหวของร่างกายและการใช้ภาษาท่า  การตีบทตามคำร้องหรือบทเพลง    เพื่อสื่อความหมายแทนคำพูด  นาฏศิลป์ไทย ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญดังต่อไปนี้
        1. ลีลาท่ารำ  คือการเคลื่อนไหวของอวัยวะร่างกายสื่อออกมาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น  สื่อแทนคำพูด  แทนอากัปกิริยาที่กำลังปฏิบัติอยู่   เป็นต้น  เป็นการประดิษฐ์กิริยาท่าทางของมนุษย์ให้สวยงามเกินกว่าปกติ    โดยต้องสอดคล้องกับเนื้อร้องและทำนองเพลงด้วย   ภาษานาฏศิลป์ที่ใช้ประกอบการแสดง  เป็นท่ารำที่นำมาจากท่ารำแม่บท และเชื่อมท่ารำให้เป็นกระบวนท่าจากท่ารำในเพลงช้า เพลงเร็ว  การแสดงจึงจะเกิดความวิจิตรงดงามถูกตามแบบแผนนาฏศิลป์ไทย
        2. จังหวะ เป็นส่วนย่อยของบทเพลงที่ดำเนินไปเป็นระยะและสม่ำเสมอ   ฉะนั้นการฝึกหัดนาฏศิลป์ไทย  จำเป็นต้องอาศัยจังหวะเป็นพื้นฐานในการฝึกหัด  หากรำไม่ถูกจังหวะหรือเรียกว่า  รำคร่อมจังหวะ  หรือ บอดจังหวะ  ทำให้การรำนั้นผิดพลาดไม่สวยงาม
       3. เนื้อร้องและทำนองเพลง  การแสดงลีลาท่ารำแต่ละครั้งจะต้องสอดคล้องตามเนื้อร้องและทำนองเพลง ทั้งนี้เพื่อบอกความหมายของท่ารำ  และทำนองเพลง  ในการ ตีบทหรือแสดงท่าทางจะต้องตรงความหมายของเนื้อร้องและทำนองเพลง  ด้วยท่ารำที่หลากหลาย   ตามหลักนาฏศิลป์ไทยการตีบทจะไม่ซ้ำมือและซ้ำเท้า 
      4.  การแต่งกาย  ต้องมีความสอดคล้องกับความหมายของเนื้อเพลง  หรือบ่งบอกเอกลักษณ์ของท้องถิ่นและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
      5. เครื่องดนตรี  ต้องสอดคล้องตามลักษณะและประเภทของการแสดง  ทำนองเพลง  สำเนียงการออกภาษา  ต้องสอดคล้องตามเชื้อชาติ  ดนตรีเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญในการช่วยเสริมให้การแสดงสมบูรณ์ และสมจริง
      6. การแต่งหน้า  มีความสำคัญต่อผู้แสดงมากที่ทำให้ผู้แสดง สวยงาม และอำพรางข้อบกพร่องของใบหน้าของผู้แสดงได้   และการแต่งหน้าเพื่อบอกวัยของตัวละครได้อีกด้วย
       7. อุปกรณ์การแสดง  อุปกรณ์แต่ละชนิดที่ใช้ประกอบการแสดงจะต้องสมบูรณ์ สวยงาม    อุปกรณ์ประกอบฉาก  แสง  เสียงที่ใช้ประกอบการแสดง   มีส่วนช่วยให้การแสดงสมบูรณ์ผู้ชมเกิดความประทับใจในการแสดง  และมองเห็นคุณค่าของนาฏศิลป์ไทยมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้นาฏศิลป์ไทยที่งดงามมีคุณค่า จะต้องมีสุนทรียภาพอยู่ในการแสดง ซึ่งประกอบด้วย บทกลอนไพเราะ   แต่งกายงาม   รำงาม   เพลงไพเราะ  ฉากที่ตระการและประทับใจ
















หมายเหตุเครื่องหมาย...คือเสียงเอื้อนของเพลงเทพทอง 3 จังหวะ


               
นาฏยศัพท์เบื้องต้น

นาฏยศัพท์  เป็นศัพท์ที่ใช้เฉพาะในวงการนาฏศิลป์    เป็นศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกท่าทางที่ปฏิบัติ หรือกิริยาอาการต่างๆ  ที่ปฏิบัติเกี่ยวกับนาฏศิลป์   นาฏยศัพท์แบ่งออกเป็น  3  หมวด  คือ   หมวดนามศัพท์   หมวดกิริยาศัพท์  หมวดนาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด  ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะ วง และ จีบ ซึ่งเป็น หมวดนามศัพท์ ที่ใช้ในการรำวงเมดเลย์
 วง   คือ  การตั้งมือโดยให้นิ้วทั้ง 4 เรียงชิดกัน     กระดกข้อมือขึ้นหักนิ้วหัวแม่มือเข้าหาฝ่ามือทอดแขนให้โค้งพองาม  อาจตั้งวงพร้อมกันทั้ง 2 มือ หรือมือเดียวก็ได้   วง มี 4 ชนิดดังนี้
                          1  วงบน   ตัวพระอยู่ระดับแง่ศีรษะ  ตัวนางอยู่ระดับหางคิ้ว  ทอดลำแขนให้โค้งได้รูปจากระดับไหล่ไปข้างๆ  ให้ลำแขนส่วนบนลาดจากไหล่เล็กน้อย            
                           วงกลาง   คือส่วนโค้งของลำแขนอยู่ระหว่างวงบนกับวงล่าง  ให้ศอกอยู่ระดับเอว  ทอดแขนให้ปลายนิ้วอยู่ระดับไหล่
                           3  วงล่าง  คือส่วนโค้งของลำแขนที่ทอดโค้งลงเบื้องล่างปลายนิ้วอยู่ระดับหน้าท้อง  หรือระดับหัวเข็มขัด  ตัวพระให้ส่วนโค้งของลำแขนห่างออกจากลำตัวมากกว่าตัวนาง
                          4  วงหน้า คือส่วนโค้งของลำแขนที่โค้งอยู่ข้างหน้า  โดยตัวพระปลายนิ้วมือ อยู่ระดับข้างแก้ม ข้างเดียวกับวง  ส่วนตัวนางปลายนิ้วจะอยู่ตรงระดับปาก 

     จีบ  คือ  การกรีดนิ้ว  โดยเอานิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือจรดกัน ให้ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดข้อแรกของปลายนิ้วชี้ ให้ตึงนิ้ว  นิ้วกลาง  นาง  ก้อย  กรีดห่างกัน  หักข้อมือไปทางฝ่ามือ        จีบมี 5 ลักษณะดังนี้
                     1.จีบหงาย  คือการจีบแล้วหงายฝ่ามือขึ้นปลายนิ้วชี้ ชี้ขึ้นข้างบน   ถ้าอยู่  หน้าท้องเรียกว่าจีบหงายชายพก

                2   จีบคว่ำ   คือการจีบแล้วคว่ำฝ่ามือลง ปลายนิ้วชี้ ชี้ลงล่าง  หักข้อมือเข้าหาลำแขน

                        3  จีบหลัง  คือ  การจีบส่งลำแขนไปข้างหลังโดยตึงแขนให้มาก  แล้วพลิกข้อมือ  และปลายนิ้วชี้ขึ้น  แขนจะต้องตึง  พร้อมกับส่งแขนไปข้างหลังให้สูง

                        4  จีบปรกหน้า  คือ  การจีบที่คล้ายกับจีบหงาย   แต่หันจีบเข้าหาลำตัวด้านหน้า   ทั้งแขนและมือชูอยู่ด้านหน้า   ตั้งลำแขนขึ้น  ทำมุมที่ข้อพับตรงศอก  หันจีบเข้าหาหน้าผาก

                        5  จีบปรกข้าง  คือ การจีบที่คล้ายกับจีบปรกหน้า   แต่หันจีบเข้าหาแง่ศีรษะลำแขน อยู่ข้างๆระดับเดียวกับวงบน

                               จีบล่อแก้ว   ลักษณะท่าทางคล้ายจีบมือ ใช้นิ้วกลางกดข้อที่  1  ของนิ้วหัวแม่มือหักปลายนิ้วหัวแม่มือคล้ายวงแหวน   นิ้วที่เหลือเหยียดตึง  หักข้อมือเข้าหาลำแขน








ตัวอย่างวาดเพิ่มเติมสีบูรณาการสวนพฤกษศาสตร์


บทเรียนต่อไปเป็นตัวชี้วัดหัวข้อที่  ม.2/5 เชื่อมโยงการเรียนรู้ระหว่างนาฏศิลป์และการละครกับสาระการเรียนรู้อื่นๆ( เชื่อมโยงกับสาระดนตรี )  เรามาฝึกร้องเพลงภาษาอังกฤษกับคาราโอเกะในเพลง Una Paloma Blanca กันเถอะเพลงนี้เกี่ยวข้องกับนกสีขาวซึ่งสืบเนื่องจากเราเลียนแบบกิริยาของสัตว์จากเพลงอยากเป็นอะไรดีนั่นเอง
โดย  ศิลปิน George  Baker      สอบในระบบทีมที่กำหนดไว้ ขอให้นักเรียนฝึกล่วงหน้าเพื่อให้เกิดทักษะความชำนาญให้นักเรียนหาคำยากแล้วเขียนเป็นภาษาไทย การฝึกบ่อยๆ หนูทำได้ๆแน่นอน





          When the sun shines on the mountains and the night is on the run.
It's a new day. It's a new way. And I fly up to the sun.
I can feel the morning sunlight. I can smell the new morn hay.
I can hear God's voice's calling Form my golden sky light way.
Una paloma blanca. I'm just a bird in the sky.
Una paloma blanca. Over the mountains I fly.
No one can take my freedom away. Once I had my share of losing
for they locked me on the chain. Yes they tried to break my power.
Oh I still can feel the pain. Una paloma blanca.
I'm just a bird in the sky. Una paloma blanca.
Over the mountains I fly. No one can take my freedom away.
No one can take my freedom away. I can feel the morning sunlight.
         I can smell the new morn hay. I can hear God's voice's calling
Form my golden sky light way. Una paloma blanca.
I'm just a bird in the sky. Una paloma blanca.
Over the mountains I fly. No one can take my freedom away.
คำแปลเป็นภาษาไทย

นกขาว

ปีกขาวโฉบไปในฟ้ากว้าง แสงอุษาส่องทางสว่างใส
บินทะยานผ่านคลื่นทะเลไกล มุ่งสู่ความฝันใฝ่ ที่ปลายฟ้า

นกขาวลัดฟ้ามาโดดเดี่ยว เบื้องล่างคือเกลียวคลื่นแรงกล้า
ขอบฟ้ายังห่างไกลสุดสายตา ประคองปีกเริ่มล้าในแรงลม

แรงตกร่อนต่ำลงพำนัก แวะพักแมกไม้ในเงาร่ม
นิ่งนอน ผ่อนคลายในอารมณ์ ซุกใต้ใบไม้ห่มพออุ่นใจ

แรงกลับก็โผผินบินสู่ฟ้า แรงพายุเบื้องหน้าถาโถมใส่
กระหน่ำพัดหลงทางจนห่างไกล ก็ดั้นด้นกลับไปใหม่ไม่รอรี

ผ่านลำธาร ผ่านทุ่งหญ้า ผ่านป่าใหญ่ ผ่านดอกไม้สวยใส รุ้งหลายสี
ผ่านหุบเหว หน้าผา มหานที ผ่านเรื่องดีเรื่องร้ายในหลายทาง

จนปลายปีกแตะลงตรงปลายฟ้า สวมมงกุฎดาริกาก่อนฟ้าสาง
ม่านเมฆค่อยคลายเคลื่อนเห็นเลือนราง ฟ้าแสนกว้าง แต่ตรงนี้ ไม่มีใคร

หวนหาครั้งลอยล่องเหนือฟองคลื่น หวนหาคืนเดือนกระจ่างดาวพร่างใส
หวนหารังครั้งนอนอ่อนอุ่นใจ หวนหาใครคนหนึ่ง....ซึ่งไม่มี

   อย่าลืม  เพลงนี้สอบคาราโอเกะเป็นทีม  ให้นักเรียนหาคำยากแล้วเขียนเป็นภาษาไทย การฝึกบ่อยๆ หนูทำได้ๆ 
    ใบความรู้เรื่อง การจัดองค์ประกอบศิลป์ เสียก่อน
การจัดองค์ประกอบศิลป์    หมายถึงการนำทัศนธาตุมาจัดวางให้เกิดความงามตามหลักการรับรู้ของมนุษย์  ดังต่อไปนี้
                1. ความมีเอกภาพ  คือ  การจัดวางทัศนธาตุให้เป็นกลุ่มเป็นพวก  และรับรู้ได้ว่าเป็นเรื่องราวเดียวกันหรือเป็นส่วนประกอบของภาพเดียวกัน
                2. ความประสานกลมกลืน  คือ  การจัดวางทัศนธาตุให้เกิดความกลมกลืนทั้งด้านรูปร่าง สี ทิศทางการเคลื่อนไหว  สัดส่วน  พื้นผิว  เพื่อให้เป็นไปตามธรรมชาติ
                3. ความขัดแย้ง  คือ  การจัดวางทัศนธาตุให้ดูต่างจากส่วนใหญ่เพื่อสร้างความโดดเด่น
                4. ความสมดุล   คือ  การจัดวางทัศนธาตุให้อยู่ในสภาพที่สมดุล  หยุดนิ่ง  มีน้ำหนักซ้าย-ขวาของภาพเท่ากัน  ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง
                5. จังหวะและลีลา  คือ  การวางตำแหน่งของทัศนธาตุให้มีระยะห่างเท่าๆกัน เป็นช่วงๆ ดูแล้วสบายตา
                6. สัดส่วน  คือ  ความสัมพันธ์ของขนาดในส่วนต่างๆของรูปทรง  ว่ามีความพอดีเหมาะสมสอดคล้องกันอย่างไร  จึงจะเกิดคุณค่าทางความงาม
                7. จุดสนใจ  คือ  การจัดวางทัศนธาตุที่ต้องการเน้นจุดซึ่งสายตามนุษย์รับรู้ได้มากที่สุด  ได้แก่บริเวณที่อยู่รอบจุดศูนย์กลางของภาพ
ทัศนธาตุ  หมายถึง  ส่วนประกอบต่างๆ  ที่ใช้ในการสร้างงานทัศนศิลป์  ได้แก่
1.จุด (Point, Dot)  คือ  ส่วนที่มีขนาดเล็กที่สุด 
2. เส้น (Line) คือ จุดจำนวนมากที่นำมาต่อเรียงเชื่อมโยงกันบนพื้นระนาบของทิศทาง
 3.รูปร่าง-รูปทรง (Shape)  คือเส้นที่เป็นเส้นโครงของวัตถุสิ่งของที่ปรากฏให้เห็นเป็นลักษณะ 2 มิติ  จะไม่แสดงความหนาและสีผิวของวัตถุ
 4.พื้นผิว  (Texture)  คือ ลักษณะของบริเวณผิวของสิ่งต่างๆ  ที่เมื่อสัมผัสจับต้องหรือมองเห็น ว่าหยาบ ละเอียด มัน ด้าน  เป็นขีด  เป็นรอย  เป็นเส้น  เป็นจุด
5.พื้นที่ว่าง(Space)  คือบริเวณที่เป็นความว่างรอบๆรูปทรงหรือเนื้อหาเรื่องราว
 6. น้ำหนักอ่อน-แก่ (Value)  คือ ความเข้ม  ความอ่อนของสีต่างๆ และแสงเงาตามที่ประสาทตารับรู้
                7. สี(Colors)  สีมีอิทธิพลต่อความรู้สึก  ทำให้เกิดความรู้สึกแตกต่างมากมาย  สีเป็นทัศนธาตุที่สำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลปะ  และยังมีส่วนสัมพันธ์กับส่วนประกอบอื่นๆ  ที่เป็นองค์ประกอบของภาพด้วย   สีให้ความรู้สึกต่างๆ ดังนี้
                                เหลือง  หมายถึง   ความสว่างสดใส
                                แดง      หมายถึง   ตื่นเต้น  อันตราย  ปิติยินดี
                                ชมพู     หมายถึง   อ่อนหวาน นุ่มนวล
                                เขียว     หมายถึง    ปลอดภัย  มีชีวิต  สดชื่น
                                น้ำเงิน   หมายถึง    สง่า  หนักแน่น  มุ่งมั่น
                                ม่วง       หมายถึง    ลึกลับ  เศร้าซึม  
                                เทา        หมายถึง    สุขุม  สงบเงียบ
                                น้ำตาล  หมายถึง    แห้งแล้ง  อบอุ่น สงบ
                                ขาว      หมายถึง     สะอาด  บริสุทธิ์  ใหม่
                                ดำ      หมายถึง     เศร้าโศก  หดหู่  

       


จุดประสงค์    นักเรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสังคมอาเซียนหรือในโอกาสงานรื่นเริงต่างๆได้  โดยใช้ทักษะการเคลื่อนไหวมือ และเท้าตามหลักนาฏศิลป์ไทยอย่างเสรี
                                              เพลงรำวงเมดเลย์
ดนตรีนำ
             1.  งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า               งามใบหน้ามาสู่วงรำ (ซ้ำ)
             เราเล่นกันเพื่อสนุก                                       เปลื้องทุกข์ให้คลายระกำ
             ขอให้เล่นฟ้อนรำ                                          เพื่อสามัคคีเอย (ซ้ำ)
             2. ใกล้เข้าไปอีกนิดชิดๆเข้ามาอีกหน่อย         สวรรค์น้อยๆอยู่ในวงฟ้อนรำ
              รูปหล่อขอเชิญมาเล่น                                    เนื้อเย็นขอเชิญมารำ
               มองมานัยน์ตาหวานฉ่ำ                                มาซิมารำกับน้องนี่เอย
             3.   ตามองตา                                                 สายตาก็จ้องมองกัน
               รู้สึกเสียวซ่านทรวงใน                                  รักฉันก็ไม่รัก
               หลงฉันก็ไม่หลง                                            ฉันยังอดโค้งเธอไม่ได้
                เธอช่างงามวิไล                                              เหมือนดอกไม้ที่เธอถือมา
                                                   ( ดนตรี ) 
                                    (ซ้ำ)    ตอนที่2 และตอนที่3
                                     (ซ้ำ)    ตอนที่1
        วิธีปฎิบัติ รำวงเมดเลย์   ต้องใช้ทักษะการเคลื่อนไหว  3 ประการคือ
1.มือจีบ  2.มือตั้งวง   3. จังหวะเท้า โดยย่ำเท้าตามจังหวะแล้วเดินเป็นวงกลมเวียนขวา  
นักเรียนสามารถใช้มือวงและจีบโดยอิสระ  ไม่ต้องมีแบบแผนในการรำ  
            วิธีการสอบ 
           นักเรียนจับคู่โดยให้เลขคี่แสดงเป็นผู้ชาย เลขคู่แสดงเป็นผู้หญิง ยืนแถวเป็นรูปวงกลม  ผู้หญิงยืนหน้าผู้ชายยืนเยื้องไปข้างหลังเล็กน้อย  จากนั้นร้องเพลงThe Asean way พร้อมกันก่อนแล้วทำความเคารพคู่  เพลงใช้เปิดแผ่นซี.ดี  การสอบเน้นความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบมือจีบและวง
ทั้งนี้ต้องร้องเพลงประกอบด้วย    (10 คะแนน)
            
              
    ศ 3.1 ตัวชี้วัดหัวข้อที่  ม.2/3       วิเคราะห์การแสดงของตนเองและผู้อื่น 
โดยใช้นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครที่เหมาะสม
                      เพลงในน้ำมีปลาในนามีข้าว
        1. ในน้ำมีปลาในนามีข้าวแผ่นดินของเรานี้แสนอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองราบคาบด้วยอานุภาพพ่อขุน
รามคำแหงค้ำจุนให้ชาติไทยไพศาล (ซ้ำ)*
        2.สร้างทำนาไร่ทั่วแคว้นแดนไทยเราไถเราหว่าน
หมากม่วงหมากขามหมากพร้าวหมากลาง
พืชผลต่างๆล้วนงามตระการ (ซ้ำในน้ำมีปลาฯ)*
        3.สร้างบ้านแปลงเมืองให้เกียรติไทยลือเลื่องไปทั่วทุกถิ่นฐาน
จูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ปวงราษฎร์ทั้งหลายอยู่เป็นสุขสำราญ (ซ้ำ)*

                              คำชี้แจงเพลงในน้ำมีปลาฯ                                                                

       




ตัวอย่าง  1. การวาดภาพ ให้ทำลงในกระดาษ A4 โดยตีความหมายจากบทเพลง 
                  2.การตั้งซุ้มท่าจบเพลงในน้ำมีปลาในนาม้าว








                                           

    ไม่ต้องฝึกเพลงแผ่นดินทองนี้ให้นักเรียนไปที่หมายเลข 416
 หลังจากจบเพลงในน้ำมีปลาฯแล้ว

เพลงนี้ต้องใช้ผู้แสดง 2 กลุ่มรวมกัน 20-24 คน เพราะต้องผูกเรื่องราวตามบทเพลง เรียกว่าละครเพลง ไม่ต้องมีบทพูด ผู้แสดงต้องร้องเพลงไปด้วย ทุกคนมีส่วนร่วมมากน้อยต่างกัน สามารถใช้อุปกรณ์ได้  ( ดูตัวอย่าง)







วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

418 ตอน2 ละครบูรณาการ



                เนื้อเพลง ต้นไม้ของพ่อ - ธงไชย แมคอินไตย์
นานมาแล้ว พ่อได้ปลูกต้นไม้ไว้ให้เรา  เพื่อวันหนึ่งจะบังลมหนาว
                                                              
และคอยเป็นร่มเงา  ปลูกไว้ให้พวกเรา  ทุกทุกคน
                                                            
พ่อใช้เหงื่อแทนน้ำรดลงไป  เพื่อให้ผลิดอกใบออกผล
                                                               
ให้เราทุกทุกคนเติบโตอย่างร่มเย็นในบ้านเรา
                                                                
ผ่านมาแล้ว ห้าสิบปี  ต้นไม้นั้นสูงใหญ่ ลมแรงเท่าใดก็บรรเทา
                                                                      
ออกผลให้เก็บกินแตกใบเพื่อให้ร่มเงา คอยดูแลเรา  ให้เรายังมีวันต่อไป
                                                          
จนวันนี้ ใต้เงาแห่งต้นไม้ต้นใหญ่  ลูกได้อยู่ได้คอยอาศัย
                                                                     
แผ่นดินอันกว้างไกล  แต่เหมือนว่าหัวใจพ่อกว้างกว่า
                                                       
ลูกที่เกิดตรงนี้นั้นยังอยู่   และยังอยู่เพื่อคอยรักษา
                                                         
จะรวมใจเข้ามา จะมีเพียงสัญญาในหัวใจ
                                                                        
จากวันนี้สักหมื่นปี ต้นไม้ที่พ่อปลูก ต้องสวยต้องงดงามและยิ่งใหญ่
                                           
สืบสานและติดตาม จากรอยที่พ่อตั้งใจ  เหงื่อเราจะเทไป 
                                      
ให้ต้นไม้ของพ่อยังงดงาม
                                                                      
จากวันนี้สักหมื่นปี ต้นไม้ที่พ่อปลูก ต้องสวยต้องงดงามและยิ่งใหญ่
                                                                
สืบสานและติดตาม จากรอยที่พ่อตั้งใจ    เหงื่อเราจะเทไป จากหัวใจ
                                                     
เหงื่อเราจะเทไป ให้ต้นไม้ของพ่อ ยังงดงาม
...............................................


            เรื่องโขน-ละคร ขอให้ศึกษามาก่อนเพราะจะมีเกมตอบคำถามโดยให้คะแนนกลุ่มตามจำนวนข้อ อย่าพลาด

เฉลยแบบทดสอบเรื่องละครจากหมายเลข 415 จำนวน 20 ข้อ 
  1.ก.ละครชาตรี           2. ง.ข้อ ค ผิด                       3. ค. ละครชาตรี               4. ก. รัชกาลที่ 2 
  5.  ข. รัชกาลที่ 4    6.ง. ข้อ ก และ ข ถูก          7.  ข.  อยุธยา               8. ข.  พระรถ - เมรี
  9. ค. ละครชาตรี       10. ค. กษัตริย์เล่นตลกได้    11.ค. ไกรทอง              12. ก. ละครใน  
 13. ก. เน้นปลุกใจ      14.  ก. เน้นตลกสนุกบางครั้งหยาบโลน                     15.  ค. รัชกาลที่ 5
 16.  ง. สังข์ทอง           17.  ง. ละครใน       18.  ก. ละครดึกดำบรรพ์      
19.  ง. ละครใน              20. ค. รัชกาลที่ 5
สรุปเรื่องละครก่อนสอบปลายภาคปี 2556
 สมัยอยุธยามีละครเกิดขึ้น 3 ชนิด คือ ละครชาตรี ละครนอก ละครใน และเป็นรากฐานความเจริญของละครไทยในสมัยต่อมา

ละครโนห์ราชาตรี มีกำเนิดทางภาคใต้ก่อน แล้วไปเจริญรุ่งเรืองที่กรุงศรีอยุธยา มีผู้แสดง 3 ตัวคือ นายโรงหรือพระเอก ตัวตลก และนางเอก นิยมเล่นเรื่องพระสุธน-มโนราห์ ตัวตลก คือ พรานบุญ และเรื่อง พระรถเสน หรือพระรถ-เมรี ตัวตลกคือ ม้า ผู้แสดงเป็นผู้ชายและไม่สวมเสื้อในการแสดง

ละครนอก เป็นละครชาวบ้าน เล่นนอกวัง ผู้ชายแสดงล้วน การแต่งกายยืนเครื่อง การแสดงไม่เคร่งครัดแบบแผน คือ กษัตริย์หรือมเหสี สามารถเล่นตลกได้ เรื่องที่แสดงเป็นเรื่องที่มีมาแต่สมัยอยุธยา เว้น 3 เรื่องคือ รามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท เรื่องที่นิยมเป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 คือ สังข์ทอง ไกรทอง คาวี มณีพิชัย สังข์สินไชย ไชยเชษฐ ดนตรีใช้วงปี่พาทย์ ทำนองได้แก่ ร่ายนอก โอ้ปี่นอก ชมดงนอก ฯลฯ

ละครใน เล่นในวัง เป็นละครผู้หญิงของกษัตริย์แต่ผู้เดียว ผู้ใดจะทำเทียมไม่ได้ การแต่งกายยืนเครื่อง เคร่งครัดแบบแผน
การแสดง กษัตริย์หรือมเหสี จะเล่นตลกกับผู้อื่นไม่ได้ เรื่องที่แสดง มีเพียง 3 เรื่องรามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท บรรเลงด้วยดนตรีปี่พาทย์

ละครแบบปรับปรุงใหม่ ละครพันทาง ละครดึกดำบรรพ์ และละครเสภา

ละครพันทาง เป็นละครที่ผสมกันหลายเชื้อชาติ มีการพูดสำเนียงภาษา 12 ชาติเรียกว่าออกภาษา ได้แบบอย่างการแสดงจากละครนอก เรื่องที่เล่นได้แก่ ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา พระลอ พระอภัยมณี ฯลฯ
ผู้ให้กำเนิดคือ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล )

ละครดึกดำบรรพ์ เป็นชื่อของโรงละครเจ้าพระยาเทเวศร์ วงศ์วิวัฒน์ ซึ่งผู้คิดริเริ่มละครนี้คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์
ท่านได้นำการแสดง โอเปร่า มาปรับกับละครใน ทำให้ละครชนิดนี้สวยงามมาก ทั้ง รำงาม ตัวละครงาม บทกลอนไพเราะ ฉากวิจิตรตระการตา
ที่สำคัญที่สุด ผู้แสดง ร้องเอง รำเอง เรื่องที่เล่น รามเกียรติ์ตอนศูรปนักขาตีสีดา คาวีตอนเผาพระขรรค์ ตอนชุบตัว กรุงพาณชมทวีป เป็นต้น
การแต่งกายตามอย่างละครใน เครื่องดนตรีเลือกเสียงทุ้ม เรียกกว่า วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์

ละครเสภา เกิดจากการเล่านิทาน วิธีเล่นเหมือนละครนอก และในสมัยรัชกาลที่4 เกิดเสภาทรงเครื่อง เสภารำและเสภาตลกเกิดสมัยรัชกาลที่ 5 เครื่องดนตรี ชิ้นสำคัญคือ กรับ เรื่องที่นิยมคือ ขุนช้างขุนแผน ไกรทอง สามัคคีเสวก นิทราชาคริต ในรัขกาลที่ 5 เป็นต้น
    


    เฉลยแบบทดสอบเรื่องโขน จากหมายเลข 415 จำนวน 20 ข้อ 

1. หนังใหญ่        2. โขนกลางแปลง     3. อินทราภิเษก      4. ยืนเครื่อง    5. พระราม
6. วงปี่พาทย์      7. โขนหน้าจอ            8. รามเกียรติ์         9. พากย์-เจรจา   10. หัวโขน
11. หนุมาน         12. โขนฉาก               13. อินเดีย             14. รัชกาลที่2       15. สวมศรีษะจำลอง
16. ชักนาคดึกดำบรรพ์    17. กระบี่-กระบอง  18. รัชกาลที่2   19. พากย์โอ้  20. ภาษาท่าทาง

              สรุปเรื่องโขนก่อนสอบปลายภาคปี 2556
   โขน    มีกำเนิดมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
 ลักษณะเด่นคือ สวมศีรษะจำลองครอบหน้าเรียกว่าหัวโขน 
 ดำเนินเรื่องโดยการพากย์และเจรจา  ตัวละครไม่ต้องพุดเองจึงดูคล้ายละครใบ้
 ลักษณะการแต่งกาย  เรียกว่ายืนเครื่องเหมื่อนเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์
ประเภทของโขนดังนี้  
             โขนกลางแปลง  เล่นกลางแจ้ง ใช้พื้นที่มาก
             โขนนั่งราวหรือโขนโรงนอก  มีราวพาดให้ผู้แสดงนั่ง
             โขนโรงใน  ได้แบบอย่างละครใน มุ่งสวยงามประณีต
             โขนหน้าจอ   เล่นหน้าจอหนังใหญ่
             โขนฉาก   วิจิตรสวยงามมากที่สุด เกิดในสมัยรัชกาลที่5

กำเนิดโขน  โขนมาจากการนำศิลปะการแสดง 3 แบบ มาผสมผสานกันได้แก่
                      1. ชักนาคดึกดำบรรพ์  ในพิธีอินทราภิเษก  ได้แบบการแต่งกาย

                     2. การแสดงหนังใหญ่     โขนได้นำวิธีการพากย์-เจรจา การบรรเลงเพลงปี่พาทย์  ตลอดจนท่าเต้นของผู้เชิดหนัง  ที่ต้องยกแข้งยกขา
3.กระบี่กระบอง  โดยนำเอาศิลปะการต่อสู้มาเป็นแบบอย่างในการแสดงโขน

 ลักษณะคำประพันธ์ในการแสดงโขน  ใช้กลอนแปดหรือกลอนบทละคร  ร่ายยาว  คำพากย์ใช้กาพย์ยานี และกาพย์ฉบัง16  เช่นตอนพระรามคร่ำครวญถึงนางสีดา  จะใช้พากย์โอ้  พาลีต่อว่าต่อขานสุครีพ ใช้ พากย์บรรยาย
ชนิดของบทพากย์โขนแบ่งออกเป็น 6 ชนิด  ได้แก่
        1.พากย์เมืองหรือพากย์พลับพลา  
        2.พากย์รถ 
        3.พากย์ชมดง 
        4.พากย์โอ้
        5.พากย์บรรยายหรือรำพัน
        6.พากย์เบ็ดเตล็ด  ใช้ในโอกาสทั่วๆไป อันเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไม่เข้าประเภทใด
               โอกาสที่แสดงโขน  


นิยมมเล่นเรื่องรามเกียรติ์ เพียงเรื่องเดียว ในบทพระราชนิพันธ์ในรัชกาลที่2  เพราะเหมาะกับการแสดง  แต่รามเกียรติ์ของรัชกาลที่1   เป็นฉบับสมบูรณ์ที่สุด  แต่เยิ่นเย้อไม่เหมาะกับการแสดง
ทั้งนี้รามยณะของอินเดียเป็นต้นกำเนิดมีบทบาทและเป็นแบบอย่างมากที่สุด
เครื่องดนตรี   ใช้วงปี่พาทย์
อาวุธของพระนารายณ์มี  ตรี  จักร  สังข์  คธา     ส่วน หนุมานมี  ตรีเพชร

                   *  ศึกษาหลังจากจบหมายลข 415 แล้วค่ะ *

ทบทวน เรื่อง ละครไทย ดังนี้

สมัยอยุธยามีละครเกิดขึ้น 3 ชนิด คือ ละครชาตรี ละครนอก ละครใน และเป็นรากฐานความเจริญของละครไทยในสมัยต่อมา

ละครโนห์ราชาตรี มีกำเนิดทางภาคใต้ก่อน แล้วไปเจริญรุ่งเรืองที่กรุงศรีอยุธยา มีผู้แสดง 3 ตัวคือ นายโรงหรือพระเอก ตัวตลก และนางเอก นิยมเล่นเรื่องพระสุธน-มโนราห์ ตัวตลก คือ พรานบุญ และเรื่อง พระรถเสน หรือพระรถ-เมรี ตัวตลกคือ ม้า ผู้แสดงเป็นผู้ชายและไม่สวมเสื้อในการแสดง

ละครนอก เป็นละครชาวบ้าน เล่นนอกวัง ผผู้ชายแสดงล้วน การแต่งกายยืนเครื่อง การแสดงไม่เคร่งครัดแบบแผน คือ กษัตริย์หรือมเหสี สามารถเล่นตลกได้ เรื่องที่แสดงเป็นเรื่องที่มีมาแต่สมัยอยุธยา เว้น 3 เรื่องคือ รามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท เรื่องที่นิยมเป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 คือ สังข์ทอง ไกรทอง คาวี มณีพิชัย สังข์สินไชย ไชยเชษฐ ดนตรีใช้วงปี่พาทย์ ทำนองได้แก่ ร่ายนอก โอ้ปี่นอก ชมดงนอก ฯลฯ

ละครใน เล่นในวัง เป็นละครผู้หญิงของกษัตริย์แต่ผู้เดียว ผู้ใดจะทำเทียมไม่ได้ การแต่งกายยืนเครื่อง เคร่งครัดแบบแผน
การแสดง กษัตริย์หรือมเหสี จะเล่นตลกกับผู้อื่นไม่ได้ เรื่องที่แสดง มีเพียง 3 เรื่องรามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท บรรเลงด้วยดนตรีปี่พาทย์

ละครแบบปรับปรุงใหม่ ละครพันทาง ละครดึกดำบรรพ์ และละครเสภา

ละครพันทาง เป็นละครที่ผสมกันหลายเชื้อชาติ มีการพูดสำเนียงภาษา 12 ชาติเรียกว่าออกภาษา ได้แบบอย่างการแสดงจากละครนอก เรื่องที่เล่นได้แก่ ราชาธิราช ตอน สมิงพระรามอาสา พระลอ พระอภัยมณี ฯลฯ
ผู้ให้กำเนิดคือ เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล )

ละครดึกดำบรรพ์ เป็นชื่อของโรงละครเจ้าพระยาเทเวศร์ วงศ์วิวัฒน์ ซึ่งผู้คิดริเริ่มละครนี้คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์
ท่านได้นำการแสดง โอเปร่า มาปรับกับละครใน ทำให้ละครชนิดนี้สวยงามมาก ทั้ง รำงาม ตัวละครงาม บทกลอนไพเราะ ฉากวิจิตรตระการตา
ที่สำคัญที่สุด ผู้แสดง ร้องเอง รำเอง เรื่องที่เล่น รามเกียรติ์ตอนศูรปนักขาตีสีดา คาวีตอนเผาพระขรรค์ ตอนชุบตัว กรุงพาณชมทวีป เป็นต้น
การแต่งกายตามอย่างละครใน เครื่องดนตรีเลือกเสียงทุ้ม เรียกกว่า วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์

ละครเสภา เกิดจากการเล่านิทาน วิธีเล่นเหมือนละครนอก และในสมัยรัชกาลที่4 เกิดเสภาทรงเครื่อง เสภารำและเสภาตลกเกิดสมัยรัชกาลที่ 5 เครื่องดนตรี ชิ้นสำคัญคือ กรับ เรื่องที่นิยมคือ ขุนช้างขุนแผน ไกรทอง สามัคคีเสวก นิทราชาคริต ในรัขกาลที่ 5 เป็นต้น

บทเรียนเรื่องโขน




 โขน  ความหมาย  คือการแสดงท่ารำเต้นออกท่าเข้ากับดนตรี  โขนเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงมีลักษณะเด่นคือ สวมศีรษะจำลองครอบหน้าเรียกว่าหัวโขน  ดำเนินเรื่องโดยการพากย์และเจรจา  ลักษณะการแต่งกายแต่งแบบยืนเครื่องและตามลักษณะของ
ละคร      ตัวละครในการแสดงโขนได้แก่ ตัวพระ  ตัวนาง  ตัวยักษ์  ตัวลิง และตัวละครที่เป็นสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น กวาง นก ยุงม้า ช้าง ฯลฯ  
กำเนิดโขน  โขนมาจากการนำศิลปะการแสดง 3 แบบ มาผสมผสานกันได้แก่


1. การแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์  ในพิธีอินทราภิเษก  ได้แก่ การแสดงที่แบ่งผู้แสดงออกเป็นฝ่ายอสูรกับฝ่ายเทวดาต่อสู้กันและผลสุดท้ายฝ่ายอสูรก็พ่ายแพ้  โขนได้นำวิธีการแต่งกายมาใช้ในการแสดงโดยแยกออกเป็นฝ่ายเทวดาและฝ่ายยักษ์หรืออสูร
2. โขนมาจากการแสดงหนังใหญ่  หนังใหญ่เป็นศิลปะแห่งการพากย์-เจรจา รวมทั้งท่าเต้นของคนเชิดหนัง   โขนได้นำวิธีการพากย์-เจรจา การบรรเลงเพลงปี่พาทย์  ตลอดจนท่าเต้นของผู้เชิดหนัง มาใช้ในการแสดง
3.โขน มาจากศิลปะการต่อสู้กระบี่กระบอง  โดยนำเอาศิลปะการต่อสู้มาเป็นแบบอย่างในการแสดงโขน
ประเภทของโขน  
โขนแบ่งออกเป็น 5 ประเภทคือ   โขนกลางแปลง  โขนนั่งราวหรือโขนโรงนอก  โขนโรงใน   โขนหน้าจอและโขนฉาก
1. โขนกลางแปลง  คือการแสดงโขนบนพื้นสนาม ไม่มีเวทีเหมาะกับการแสดงที่ใช้บริเวณกว้างๆใช้ธรรมชาติเป็นฉาก บรรยายเรื่องด้วยการพากย์-เจรจา ไม่มีขับร้อง  ดนตรีใช้วงปี่พาทย์ซึ่งประกอบด้วย ปี่ ระนาดเอก ฆ้องววง ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง  การแสดงโขนกลางแปลงใช้ดนตรี 2 วง อยู่ทางซ้ายและขวาของสนาม ผลัดกันบรรเลง เรื่องที่แสดงคือเรื่อง รามเกียรติ์นิยมนำตอนยกทัพจับศึกมาแสดง
     2. โขนนั่งราวหรือโขนโรงนอก  คือการยกโขนกลางแปลงมาใช้ในเวทีที่มีอาณาบริเวณจำกัด  มีราวพาดให้ตัวละครนั่งแทนเตียง มีฉากประกอบ มีร้านเล็กๆยกพื้นขึ้นสูงกว่าเวทีอยู่ข้างซ้ายและขวาของเวทีสำหรับตั้งวงปี่พาทย์ 2 วง การแสดงใช้บทพากย์และเจรจาเหมือนเดิม  บางครั้งเล่นเพิ่มเติมโดยแสดงเกริ่นไว้  แล้วนอนค้างที่โรงโขน 1 คืน วันรุ่งขึ้นจึงแสดง เรียกกันว่าโขนนอนโรง
      3. โขนโรงใน  ปรับปรุงตามอย่างละครใน  มีวิธีการเล่น บทพากย์-เจรจา  การแต่งกาย ศิลปการร่ายรำประณีตงดงาม  เพิ่มเพลงร้องไพเราะ  มีระบำรำฟ้อนแบบละครในแทรกไว้ด้วย มีเตียงให้ผู้แสดงนั่งแทนราว  ใช้วงปี่พาทย์บรรเลงประกอบ 2 วงตั้งอยู่ด้านซ้ายและขวาของเวที และยกพื้นของเวทีสำหรับบรรเลงดนตรีให้ได้ระดับกับเวทีแสดง
       4. โขนหน้าจอ  คือการแสดงที่เปลี่ยนลักษณะโรงแสดงโขนไปเป็นโรงแสดงหนังใหญ่  ลดวงปี่พาทย์บรรเลงลงเหลือเพียงวงเดียวและตั้งอยู่หน้าโรง  หันไปทางผู้แสดงเพื่อสะดวกในการบอกหน้าพาทย์  หรือบอกปี่พาทย์ให้บรรเลงรับอย่างหนังใหญ่
        5. โขนฉาก  คือการแสดงโขนที่สร้างฉากประกอบเนื้อเรื่อง  เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 คล้ายกับละครดึกดำบรรพ์ ผู้ริเริ่มคือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ วิธีแสดง แบ่งฉากเล่นเหมือนละครดึกดำบรรพ์  สร้งฉากวิจิตรงดงามตระการตา แต่วิธีแสดงเป็นแบบโขนโรงใน  มีบทร้อง มีกระบวนท่าเต้น  มีการบรรเลงหน้าพาทย์ตามแบบละครใน
         ลักษณะคำประพันธ์ในการแสดงโขน  ใช้กลอนแปดหรือกลอนบทละคร  ร่ายยาว  คำพากย์ใช้กาพย์ยานี และกาพย์ฉบัง16  เล่นเรื่องรามเกียรติ์ นิยมบทพระราชนิพันธ์ในรัชกาลที่2  เพราะเหมาะกับการแสดงโขนที่สุด
               ชนิดของบทพากย์โขนแบ่งออกเป็น 6 ชนิด  ได้แก่
        1.พากย์เมืองหรือพากย์พลับพลา  
        2.พากย์รถ 
        3.พากย์ชมดง 
        4.พากย์โอ้
        5.พากย์บรรยายหรือรำพัน
        6.พากย์เบ็ดเตล็ด  ใช้ในโอกาสทั่วๆไป อันเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไม่เข้าประเภทใด
               โอกาสที่แสดงโขน   โขนแสดงได้หลายโอกาสดังนี้
        1. แสดงในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและงานหลวง
        2. แสดงในงานมงคลสมโภช
        3. แสดงในงานศพเพื่อเป็นมหรสพบูชา
        4. แสดงเพื่อความบันเทิงของพระมหากษัตริย์และบำรุงศิลปะ
        5. แสดงเพื่อต้อนรับพระราชอาคันตุกะหรือแขกบ้านแขกเมือง
        6. สืบสานมรดกของชาติและเพื่อความรื่นเริงบันเทิงใจ
               เรื่องที่ใช้แสดงโขน   คือเรื่องรามเกียรติ์  ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากเรื่องรามยณะของอินเดีย  นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ในบทพระราชนิพนธ์ ของรัชกาลที่2  เพราะกระชับรวดเร็วไม่เยิ่นเย้อ

โขน  พระรามรบกับทศกัณฐ์

โขน เรื่อง รามเกียรติ์






การแต่งกายยืนเครื่อง ตัวพระ  ตัวนาง







หนึ่งในโลก Neung Nai Lok (On Air 2006) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ


Song for King Bhumibol - The One and Only หนึ่งในโลก (On Air 2006)

หนึ่งในโลก

หนึ่งในใจ ของไทยประชา หนึ่งใต้ฟ้า ของเมืองสยาม
หนึ่งด้วยเดชะบารมี ลือนาม ปกเขตคาม ทั่วไทยร่มเย็น
หนึ่งในรัฐ นักพัฒนา หนึ่งราชา ที่โลกได้เห็น
หนึ่งด้วยคุณธรรมที่ทรง บำเพ็ญ ดับลำเค็ญ ของปวงประชา
องค์พระ มหากษัตริย์ ประวัติศาสตร์
ที่ครองราชย์ นานเนา ในหล้า ทรงเป็นเอกองค์ ในพสุธา
เกริกก้องฟ้า พระบารมี อนันต์ หนึ่งในแสน มิแม้นมิปาน
หนึ่งในล้าน มิเทียมเทียบทัน หนึ่งในโลก หนึ่งเดียว
หนึ่งเดียว เท่านั้น มหาราชัน องค์ภูมิพลฯ
องค์พระ มหากษัตริย์ ประวัติศาสตร์
ที่ครองราชย์ นานเนา ในหล้า ทรงเป็นเอกองค์ ในพสุธา
เกริกก้องฟ้า พระบารมี อนันต์ หนึ่งในแสน มิแม้นมิปาน
หนึ่งในล้าน มิเทียมเทียบทัน หนึ่งในโลก หนึ่งเดียว
องค์ภูมิพลฯ ขอจงทรงพระเจริญ

The one and only
In our hearts that’s where he stay
Night and day and come what may
He’s the light that shines acoss the skies
Happiness of all the thais
He’s the leader who provides (ผู้ให้)
Thailand sings of him with pride (ความภาคภูมิใจ)
Makes a difference the world can see
There for us , for you and me
The greatest king of king in all ourtimes
History beholds his reign (ครองราชย์)
Havenly(ล้ำเลิศ) gift to all mankind (มนุษยชาติ)
As his fame forever will remain (ยังคง)
He’s the sun, the moon and star
To his people, near and far
Millions of other cannot compare (เปรียบเทียบ)
Our greatest king , Our greatest king “king Bhumibol”






สุราษฎร์ธานีแผ่นดินทองแผ่นดินธรรม


เพลงแผ่นดินทอง แผ่นดินธรรม

* สุราษฎร์ธานีเมืองคนดีในแผ่นดินทอง สินทรัพย์เนืองนองใต้น้ำในดิน
ปวงประชาขยันทำมาหากิน พัฒนาท้องถิ่นเป็นแผ่นดินทองและแผ่นดินธรรม*
บ้านเมืองสวยงามทั่วเขตคามรุ่งเรืองรื่นรมย์ มีความรักสามัคคีเกลียวกลม
เหล่าราษฎร์สุขสมสุดแสนเสรี บ้านเรานี้ยังมีพงป่าทุ่งไร่นาเรือกสวนล้วนมี
เป็นแดนธรรมนำธรรมะประเสริฐศรี สุราษฎร์ธานีจึงมีคนดีอยู่เป็นอาจินต์
( รับสร้อย *....* )
ฟ้าไสวคือน้ำใจใสสะอาด ของชาวสุราษฎร์ธานีทั้งหลาย
ดังธารน้ำตาปีหลิอเลี้ยงชีวีไม่รู้วาย ดุจดังความหมายตาปีว่านิรันดร์กาล
ท้องทะเลสมบูรณ์กุ้งหอยปูปลา บนพื้นหล้าพืชพรรณธัญญาหาร
ไพร่ฟ้าหน้าใสหัวใจเบิกบาน เกษมสำราญด้วยเพราะพระบารมี
( รับสร้อย *....* )

แผ่นดินนี้คือไทย - แฮมเมอร์


แผ่นดินนี้คือไทย – แฮมเมอร์

ฮา ฮา ฮา......แผ่นดินนี้ชื่อว่าไทยผองชาวไทยเป็นเจ้าของ
อยู่กันอย่างพี่น้องร่วมปกป้องทรัพย์สินไทย
* เมืองไทยแสนดีมีเสรีมีประชาธิปไตย
องค์กษัตริย์เกรียงไกรร้อยดวงใจเป็นหนึ่งเดียว *
สุดยอดเกษตรกรธงไตรรงค์พริ้วอ่อนไสว
ผู้คนล้วนมีน้ำใจบรรพบุรุษยิ่งใหญ่ก้องเกรียงไกรนานมา
แผ่นดินนี้คือไทยลูกหลานไทยต้องรักษา
ให้อยู่ชั่วนาตาปีหากใครคิดย่ำยี เลือดไทยยอมพลีเพื่อแผ่นดิน
* เมืองไทยแสนดีมีเสรีมีประชาธิปไตย
องค์กษัตริย์เกรียงไกรร้อยดวงใจเป็นหนึ่งเดียว *
ฮา ฮา ฮา...... ดนตรีรับ
แผ่นดินนี้ชื่อว่าไทยผองชาวไทยเป็นเจ้าของ
อยู่กันอย่างพี่น้องร่วมปกป้องทรัพย์สินไทย
* เมืองไทยแสนดีมีเสรีมีประชาธิปไตย
องค์กษัตริย์เกรียงไกรร้อยดวงใจเป็นหนึ่งเดียว *
สุดยอดเกษตรกรธงไตรรงค์พริ้วอ่อนไสว
ผู้คนล้วนมีน้ำใจบรรพบุรุษยิ่งใหญ่ก้องเกรียงไกรนานมา
แผ่นดินนี้คือไทยลูกหลานไทยต้องรักษา
ให้อยู่ชั่วนาตาปีหากใครคิดย่ำยี เลือดไทยยอมพลีเพื่อแผ่นดิน
* เมืองไทยแสนดีมีเสรีมีประชาธิปไตย
องค์กษัตริย์เกรียงไกรร้อยดวงใจเป็นหนึ่งเดียว *
ฮา ฮา ฮา......ฮา ฮา ฮา...

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

411 เพลงในบทเรียน วิชาศิลปะ3 ศ 22101ชั้น ม.2 ปี 2554


บทเพลงในน้ำมีปลาในนามีข้าว

ในน้ำมีปลาในนามีข้าวแผ่นดินของเรานี้แสนอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองราบคาบด้วยอานุภาพพ่อขุนรามคำแหงค้ำจุนให้ชาติไทยไพศาล (ซ้ำ)*
สร้างทำนาไร่ทั่วแคว้นแดนไทยเราไถเราหว่าน
หมากม่วงหมากขามหมากพร้าวหมากลางพืชผลต่างๆล้วนงามตระการ (ซ้ำ)*
สร้างบ้านแปลงเมืองให้เกียรติไทยลือเลื่องไปทั่วทุกถิ่นฐาน
จู
วัวไปค้าขี่ม้าไปขายปวงราษฎร์ทั้งหลายอยู่เป็นสุขสำราญ (ซ้ำ)*